กองทุนประกันสังคม (ภาษาลาว) | Passport | Visa | Workpermit

1. การประกันสังคมคืออะไร
การประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่มีรายได้และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบในการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง

2. ยื่นแบบขึ้นทะเบียนเมื่อใด
นายจ้างที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างพร้อมกับขึ้นทะเบียนลูกจ้าง
เป็นผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน และเมื่อมีการรับลูกจ้างใหม่ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างใหม่ ภายใน 30 วัน
เช่นกัน

3. เอกสารที่ต้องใช้ในการตรวจสอบสำหรับการยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง ? 

  • กรณีจดทะเบียนนิติบุคคล
    1. แผนที่ตั้งและภาพถ่ายของสถานประกอบการ
    2.หลักฐานแสดงตัวของนายจ้าง เช่นบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA ) (คนต่างด้าวใช้ PASSPORT หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล เป็นต้น
    3.  หนังสือมอบอ านาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ 
  • กรณีเจ้าของคนเดียว
    1. แผนที่ตั้งและภาพถ่ายของสถานประกอบการ
    2.หลักฐานแสดงตัวของนายจ้าง เช่นบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีกรรมการบริษัทเป็นชาวต่างชาติใช้ PASSPORT หรือ WORK PERMIT หรือ VISA ) (คนต่างด้าวใช้ PASSPORT หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว) หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของผู้มีอำนาจผูกพันนิติบุคคล เป็นต้น
    3. หนังสือสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
    4.หนังสือมอบอ านาจ (เฉพาะกรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนพร้อมติดอากรแสตมป์ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด) พร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มอบอำนาจ 

นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญ/ นิติบุคคล/ อาคารชุด/ หมู่บ้าน/ มูลนิธิ/ สมาคม/ สหกรณ์  เอกสารที่ต้องใช้ในการตรวจสอบเพิ่มเติมดังนี้ ข้อบังคับ  และรายงานการประชุมต่งตั้งผู้จัดการหรือหนังสือจัดตั้งหรือหนังสือรับรองการประชุม
หมายเหตุ : เอกสารแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและลักษณะของนายจ้าง
: กรณีนายจ้างเป็นผู้รับเหมาช่วงหรือรับเหมาค่าแรงให้แนบสัญญาว่าจ้าง

  • สำหรับลูกจ้าง
    1. ให้ขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเข้าทำงาน
    2. กรอกแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) กรณีลูกจ้างที่ยังไม่เคยเข้าสู่ระบบประกันสังคมและลูกจ้างที่เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาแล้ว
    3. สำเนาใบอนุญาตทำงานและสำเนาหนังสือเดินทาง หรือสำเนาใบอนุญาตทำงานและสำเนา
    ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
    (ในกรณีผู้ประกันตนเป็นชาวต่างด้าว)

** กรณีกิจการเป็นเจ้าของคนเดียว เจ้าของกิจการคือนายจ้างไม่สามารถขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนได้ **

4. จะขึ้นทะเบียนได้ที่ไหน 

  • นายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร : ให้ยื่นแบบได้ที่ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
  • นายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาค : ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่

นายจ้างสามารถทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.sso.go.th เมนูบริการอิเล็กทรอนิกส์


5. การแจ้งสิ้นสุดและเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตนต้องทำอย่างไร 

  • การแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
    กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงาน เลิกจ้าง ให้นายจ้างแจ้งการออกจากงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยใช้แบบหนังสือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09)
  • การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน
    กรณีที่ผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงชื่อ-ชื่อสกุล หรือข้อมูลสถานภาพครอบครัวและข้อมูลจ านวนบุตร ให้นายจ้างแจ้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยใช้แบบหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของผู้ประกันตน (สปส.6-10)

6. เงินสมทบ คืออะไร ?

  • เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้าง ลูกจ้าง ต้องนำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับ ในอัตราร้อยละ 5 ซึ่งฐานค่าจ้างที่จะน ามาค านวณต่ าสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท (เงินสมทบขั้นต่ าเดือนละ 83 บาท และไม่เกินเดือนละ 750 บาท) ทั้งนี้ รัฐบาลจะออกเงินสมทบเข้ากองทุนอีกส่วนหนึ่ง

7. จะนำส่งเงินสมทบอย่างไร 

  • นายจ้างมีหน้าที่หักเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง และนำส่งส่วนของนายจ้างในจำนวนเท่ากับเงินสมทบของลูกจ้างทั้งหมดที่ถูกหักรวมกัน พร้อมจัดทำเอกสารตามแบบ สปส.1-10 ส่วนที่ 1และสปส.1-10 ส่วนที่ 2 หรือจัดทำข้อมูลลงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดย :
    1. นำส่งสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ด้วยตนเอง หรือผ่านทางไปรษณีย์เป็นเงินสดหรือเช็ค ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือ
    2. ชำระเงินผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือธนาคารนครหลวงไทย จ ากัด (มหาชน) สาขาในจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่
    3. ชำระเงินด้วยระบบ e-payment ของธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด ธนาคารมิซูโฮ คอร์ปอเรต จำกัด ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัดธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ www.sso.go.th

8. เมื่อใดจึงจะได้รับสิทธิ ? 

  1. กรณีเจ็บป่วยและกรณีทุพพลภาพ  :  เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายในระยะเวล่ 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์
  2. กรณีคลอดบุตร  : เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันคลอด
  3. กรณีเสียชีวิต  :  เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือนกาอนถึงแก่ความตาย
  4. กรณีสงเคราะห์บุตร  :  เมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน
  5. กรณีชราภาพ  :  เมื่อมีอายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเมื่อเป็นผ฿้ทุพพลภาพ หรือเมื่อเสียชีวิต

9. สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ มีอะไรบ้าง 

  1. กรณีเจ็บป่วยจะได้อะไร?
    ได้รับการรักษาพยาบาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ หรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้น และกรณีที่ต้องหยุดพักตามค าสั่งแพทย์ หากหมดสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้างในวันลาป่วยตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานแล้ว จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน 90 วันต่อครั้ง และไม่เกิน 180 วันต่อปี เว้นแต่ ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ไม่เกิน 365 วัน
    ** กรณีป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เมื่อเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์ กรณีตายเช่นเดียวกับกรณีตาย **
  • ถ้าเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลอื่น จะได้รับค่าบริการทางการแพทย์อย่างไร ?
    1.1  เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ไม่ว่ากรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์คืนได้ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตามรายละเอียดดังนี้
    ผู้ป่วยนอก สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
    ผู้ป่วยใน สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ยกเว้น ค่าห้องและค่าอาหาร เบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท1.2  เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน ไม่ว่ากรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเบิกได้ดังนี้
    กรณีผู้ป่วยนอก
  •  สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่าย จริงไม่เกิน 1,000 บาท
  • สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริง เกิน 1,000 บาทได้ หากมีการตรวจรักษาตามรายการในประกาศฯ ดังนี้
    การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด การฉีดสารต่อต้านพิษจากเชื้อบาดทะยัก การฉีดวัคซีนหรือเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเฉพาะเข็มแรก การตรวจอัลตร้าซาวด์ กรณีที่มีภาวะฉุกเฉินเฉียบพลันในช่องท้อง การตรวจด้วย CT-SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด การขูดมดลูกกรณี
    ตกเลือดหลังคลอดหรือตกเลือดจากการแท้งบุตร ค่าฟื้นคืนชีพ และกรณีที่มีการสังเกตอาการ ในห้องสังเกตอาการ ตั้งแต่ ๓ ชั่วโมงขึ้นไป

    กรณีผู้ป่วยใน
  • ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
  • ค่าห้องและค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท
  • ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่รักษาในห้อง ICUเบิกได้ไม่เกินวันละ 4,500บาท
  • กรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000 – 16,000 บาท ตามระยะเวลาการผ่าตัด
  • ค่าฟื้นคืนชีพรวมค่ายาและอุปกรณ์ เบิกได้ไม่เกิน 4,000 บาท
  • ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการและหรือเอกซเรย์ เบิกได้ในวงเงินไม่เกินรายละ 1,000 บาท
  • กรณีมีความจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้องความถี่สูง การตรวจคลื่นสมอง การตรวจอัลตราซาวด์
  • การสวนเส้นเลือดหัวใจและเอกซเรย์ การส่องกล้อง การตรวจด้วยการฉีดสี การตรวจ
    ด้วย CT-SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด
    1.3 กรณีทันกรรม จะได้สิทธิอะไรบ้าง
  • กรณีถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน ได้รับค่าบริการทางการแพทย์ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นในอัตราไม่เกิน 900 บาทต่อปี
    ในกรณีที่ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาลที่ทำความตกลงกับสำนักงานให้ผู้ประกันตนจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับสถานพยาบาลเฉพาะส่วนเกินจากสิทธิที่ได้รับ
  • กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ฐานอคริลิก จะได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียม เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ในวงเงินไม่เกิน 1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียม ดังนี้
    1) 1-5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,300 บาท
    2) มากกว่า 5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,500 บาท
  • กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก จะได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียม เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ในวงเงินไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียม ดังนี้
    1) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบน หรือ ล่าง เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,400 บาท
    2) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบน และ ล่าง เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 4,400 บาท

2 .กรณีคลอดบุตร จะได้รับอะไร ?
     ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตรโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยมีสิทธิดังนี้

  1. ผู้ประกันตนหญิง สามารถคลอดบุตรที่สถานพยาบาลใดก็ได้ แล้วน าส าเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน มาเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม จะได้รับเงินเหมาจ่ายค่าคลอดบุตร จำนวน 13,000 บาท และยังจะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรอีก ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน
  2. ผู้ประกันตนชาย ที่มีภริยาจดทะเบียนสมรสหรือหญิงซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรสสามารถคลอดบุตรที่สถานพยาบาลใดก็ได้ แล้วนำสำเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี)หรือหนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรส (เฉพาะกรณีผู้ประกันตนใช้สิทธิแล้วไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับภริยา)มาเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม จะได้รับเฉพาะเงินเหมาจ่ายค่าคลอดบุตร จำนวน 13,000 บาท

3 . กรณีทุพพลภาพ จะได้รับอะไร 

  • เงินทดแทนการขาดรายได้
    3.1 กรณีความทุพพลภาพระดับความสุญเสียไม่รุนแรง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ดังนี้
    – ไม่อาจประกอบงานตามปกติและงานอื่นได้ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถประกอบการงานไดเไม่เกิน 180 เดือน
    – ไม่อาจประกอบงานตามปกติและรายได้ลดลงจากเดิม ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนรายได้ในส่วนที่ลดลง แต่ไม่เกินร้อยละ 30 ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ไม่เกิน 180 เดือน
    3.2 กรณีทุพพลภาพระดับความสุยเสียรุนแรง ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ตลอดชีวิต
  • ค่าบริการทางการแพทย์ สถานพยาบาลของรัฐ
    – กรณีผู้ป่วยนอก ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
    – กรณีผู้ป่วยใน เข้ารับบริการทางการแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากสถานพยาบาลจะเป็นผู้เบิกจากสำนักงานประกันสังคมโดยตรง
  • สถานพยาบาลเอกชน
    – กรณีผู้ป่วยนอก  :  ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท
    – กรณีผู้ป่วยใน  :  ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท
    ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพ เหมาจ่ายไม่เกินเดือนละ 500 บาท
      ได้รับค่าใช้จ่ายในกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ทุพพลภาพทางร่างกาย จิตใจและอาชีพตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าฟื้นฟูของผู้ทุพพลภาพ
    ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพ ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป หากเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตายเช่นเดียวกับกรณีตาย

4. กรณีเสียชีวิต จะได้รับอะไร ?

  • ได้รับค่าทำศพ 40,000 บาทและได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย ดังนี้
    – จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน
    – จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือน

5.กรณีสงเคราะห์บุตร จะได้รับอะไร ? 

  • ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่าย เดือนละ 400 บาทต่อบุตรหนึ่งคน สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน

6.กรณีชราภาพ จะได้รับอะไร ?

  • เงินบำนาญชราภาพ
    1. กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) ได้รับเงินบำนาญชราภาพ ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
    2. กรณีจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพ ตามข้อ 1 ขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน
    ** สูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพ = ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วย 20% (+จำนวน % ที่เพิ่มให้อีกปีละ 1.5%) **
  • เงินบำเน็จชราภาพ
    1. กรณีจ่ายเงินสมทบ ต่ำกว่า 12 เดือน จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะส่วนของผู้ประกันตน เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ
    2. กรณีจ่ายเงินสมทบ
    ตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
    3. กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตาย ภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย
    ** สูตรคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพ **
    กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 1-11 เดือน = เงินสมทบของผู้ประกันตนฝ่ายเดียว
    กรณีจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12-179 เดือน= เงินสมทบของผู้ประกันตน+เงินสมทบของนายจ้าง+ผลประโยชน์ตอบแทน
    –  เงินบำนาญชราภาพ จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
    –  เงินบำเหน็จชราภาพ จ่ายเป็นก้อนครั้งเดียว

7. กรณีว่างงาน จะได้อะไร ?

  • ถูกเลิกจ้าง : ได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน
  • ลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน :  ได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
  • กรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย : ได้รับเงินทดแทนในกรณีว่างงานร้อยละ 50 ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 180 วัน
    ** เหตุสุดวิสัย หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย หรือธรณีพิบัติตลอดจนภัยอื่น ๆ อันเกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสาธารณะชนและถึงขนาดผู้ประกันตนไม่สามารถทำงานได้หรือนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ **

* หากใน 1 ปีปฏิทิน มีการยื่นขอรับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงาน ทั้ง 2 กรณี ให้นับระยะเวลาการ รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานรวมกันไม่เกิน 180 วัน*
หมายเหตุ : ผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักจัดหางานของรัฐทางระบบอินเตอร์เน็ต ( www.empui.doe.go.th ) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลาออก หรือถูกเลิกจ้างหรือสิ้นสุดสัญญา เพื่อมิให้เสียสิทธิในการรับเงินทดแทน 

10. ผู้ประกันตนยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนได้ที่ใด

  • ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบค าขอรับประโยชน์ทดแทนได้ที่ส านักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ / จังหวัด / สาขาทั่วประเทศ

11. ผู้ประกันตนจะรับเงินประโยชน์ทดแทนได้โดยวิธีใด?

  • รับเงินด้วยตนเอง/หรือมอบอ านาจรับเงินแทน
  • รับเงินทางธนาณัติ
  • รับเงินผ่านธนาคาร 9 แห่ง ได้แก่
    – ธนาคารกสิกรไทย
    – ธนาคารกรุงไทย
    – ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
    – ธนาคารนครหลวงไทย
    – ธนาคารกรุงเทพ
    – ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
    – ธนาคารไทยพาณิชย์
    – ธนาคารไทยธนาคาร
    – ธนาคารทหารไทย

12. ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ (มาตรา 39)

  • คุณสมบัติของผู้สมัคร
    1.เคยเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33  ส่งเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานแล้วไม่เกิน 6 เดือน
    2. ต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม
  • หลักฐานการสมัคร
    1. แบบคำขอเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 (สปส.1-20)
    2. บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้พร้อมสำเนา
  • เงินสมทบที่ต้องนำส่ง
    – เดือนละ 432 บาท
    – เงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ คือ เดือนละ 4,800 บาท เท่ากันทุกคน โดยคิดจากอัตราเงินสมทบ 9% (9% x 4,800) ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตรและชราภาพ) ต่อเนื่องจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33
  • วิธีการจ่ายเงินสมทบ
    – จ่ายที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา พร้อมแบบส่งเงินสมทบฯ สปส.1-11
    – หักจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกสิกรไทย หรือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
    – จ่ายด้วยเงินสดที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารนครหลวงไทย จ ากัด (มหาชน)
    – จ่ายเป็นธนาณัติ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ พร้อมแบบส่งเงินสมทบ สปส.1-11 ถึงสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา
    – จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น
    ** เหตุที่ทำให้ผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 สิ้นสภาพ **
    1. ตาย
    2. กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33
    3. ลาออก
    4. ไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน (สิ้นสภาพตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงินสมทบ)
    5. ภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9เดือน (สิ้นสภาพในเดือนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 9เดือน)

13. ผู้ประกันตนสมัครใจ (มาตรา 40 ) 

  • คุณสมบัติของผู้สมัคร
    1. มีสัญชาติไทย
    2. เป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งอพยพเข้ามาอาศัยในไทย โดยมีมติคณะรัฐมนตรีผ่อนผันเป็นการชั่วคราวหรือกรณีพิเศษที่มีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย โดยเลขหลักแรกของบัตรต้องขึ้นต้นด้วย 6 หรือ 7
    3. เป็นบุคคลซึ่งไม่มีสถานะทางทะเยียนที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในไทยได้ชั่วคราวรอการส่งกลับที่มีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมีเลขหลักแรกของบัตรขึ้นต้นด้วย 0 แต่ไม่รวมเลขขึ้นต้นด้วย 00
    4. มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
    5. ไม่เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39
    6.ไม่เป็นสมาชิกกองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการกรุงเทพมหานคร  กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นสมาชิกของกองทุนรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้งไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้บังคับว่าด้วยบำเน็จบำนาญ
    7.ผู้พิการทางสมองและสติปัญญาที่ไม่อาจรับรู้สิทธิที่พึงจะได้รับจากการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ไม่สามารถสมัครได้ 
  • หลักฐานการสมัคร
    1. บัตรประจำตัวประชาชน
    2. แบบคำขอสมัครเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 40 (สปส.1-40)

 

Facebook Comments
กองทุนประกันสังคม (ภาษาลาว)